Aximdaily
บัญชี Forex แบบไหนดี

เปิดบัญชี Forex แบบไหนดี? ที่เหมาะกับแต่ละคน

เมื่อคุณเริ่มต้นสู่เส้นทางของนักเทรดแล้ว คำถามแรกๆ อาจเป็น เราควรจะเลือกเปิดบัญชี Forex แบบไหนดี? เพราะประเภทบัญชีมีความหลากหลายมาก และบัญชี Forex แต่ละประเภทก็ถูกออกแบบให้ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานที่แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินฝากเริ่มต้น, รูปแบบการเทรดของคุณ ในบทความนี้จะเป็นคู่มือเริ่มต้นที่จะพาคุณไปสำรวจประเภทบัญชีทั้งหมดในตลาด Forex

บัญชี Forex แบบต่างๆ

ก่อนจะหาว่า บัญชี Forex แบบไหนจะเหมาะสมกับคุณมากที่สุด? อาจต้องพิจารณาว่า พื้นฐานของคุณเป็นแบบไหน? เช่นถ้าศึกษาพื้นฐานกลยุทธ์การเทรดมาบ้าง อาจเลือกใช้บัญชี Standard แต่ถ้าเงินลงทุนยังมีไม่มาก ก็อาจเลือกใช้บัญชี Cent แทน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากยังไม่แน่ใจ แนะนำให้ลองค่อยๆ อ่านแต่ละประเภทบัญชีดู


บัญชี Standard

บัญชี Forex ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และสามารถใช้ได้ทั้งมือใหม่และคนที่มีประสบการณ์การเทรดมาอยู่แล้ว “บัญชี Standard” ก็ตามชื่อที่จะเป็นบัญชี Forex แบบมาตรฐาน โดยเงื่อนไขการเทรดต่างๆ จะถูกออกแบบมาอย่างกลางๆ ให้สามารถเทรดสินค้าทางการเงินได้ทุกประเภท และยืดหยุ่นเพียงพอต่อกลยุทธ์การเทรดหลักๆ ทั้งหมด

บัญชี Standard คือบัญชีหลักๆ ของโบรกเกอร์ Forex โดยทั่วไป ซึ่งขนาดของสัญญาในการเทรดจะเป็นดังนี้

  • 1 Lot = 100,000 USD

ในบัญชี Standard ของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ จะอนุญาตให้คุณเทรดสินค้าได้ทุกประเภท และสำหรับโบรกเกอร์ AximTrade คุณสามารถเทรดได้ทั้ง คู่เงิน Forex, ดัชนีหลักทรัพย์, หุ้นต่างประเทศ, Cryptocurrency หรือแม้แต่สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือน้ำมัน ฯลฯ

ข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือประเภทบัญชี Standard จะสามารถรับสิทธิ์ในโปรโมชั่นต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโบนัสการเทรด, โบนัสเงินฝาก หรือส่วนลดเงินคืนในรูปแบบของ Rebate ต่างๆ ซึ่งโปรโมชั่นเหล่านี้จะไม่มีในบัญชีพิเศษอื่นๆ อย่าง บัญชี Leverage ไม่จำกัด, ECN ฯลฯ เพราะถือได้เป็นบัญชีที่ถูกออกแบบมาใช้งานเฉพาะทาง ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป


บัญชี Cent

สำหรับมือใหม่แล้ว คำถามถัดมาอาจจะเป็น บัญชี Forex แบบไหนที่ใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด? และคำตอบ คือ “บัญชี Cent” โดยคำว่า Cent หมายถึง “หน่วยเงินเซ็นต์” ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสกุลเงินดอลลาร์ (USD) หรือถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายกับเงินบาท จะได้ดังนี้

  • บัญชี Standard = บัญชีบาท
  • บัญชี Cent = บัญชีสตางค์

บัญชี Cent คือ บัญชีที่แปลงหน่วย USD ให้เป็น Cent ทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนเงิน “1 USD จะมีมูลค่าเท่ากับ 100 Cent” นั่นหมายความว่า ทั้งจำนวนเงินฝากและขนาดของสัญญาจะถูกแปลงหน่วยเป็น Cent ทั้งหมด ซึ่งส่งผลดังนี้

  • จำนวนเงินของคุณจะถูก “คูณหนึ่งร้อย” (x100)
    • หากฝากเงิน 100 USD จำนวนเงินฝากของคุณจะกลายเป็น 10,000 Cent เป็นต้น
  • ขนาดของสัญญาจะถูก “หารหนึ่งร้อย” (÷ 100)
    • สัญญาในบัญชี Standard ขนาด 1 Lot ปกติจะเท่ากับ 100,000 USD
    • ในบัญชี Cent ขนาด 1 Lot จะเท่ากับ 100,000 ÷ 100 = 1,000 USD

ที่โบรกเกอร์ต้องสร้างบัญชี Forex แบบนี้ออกมาก็เพื่อให้นักลงทุนที่มีเงินทุนไม่สูงมากสามารถเข้ามาศึกษาในตลาด Forex อย่างจริงจังโดยไม่ต้องมีความเสี่ยงได้ เพราะถูกอย่างจะ “เล็กลงหนึ่งร้อยเท่า” ทำให้เงินฝากเพียง 1-10 USD ก็สามารถเริ่มต้นเทรด Forex ได้แล้ว


บัญชี ECN

ECN ย่อมาจาก Electronic Communication Network เป็นบัญชีเทรดที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปศูนย์กลางหรือเครือข่ายของตลาดซื้อขายได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการประมวลของโบรกเกอร์ แปลว่า โบรกเกอร์เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการส่งคำสั่งซื้อขายไปยังเครือข่าย ECN เท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นั้น ข้อดีของบัญชี ECN คือการที่คำสั่งเทรดของเราจะถูกส่งไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องในทันที และมีแนวโน้มจะได้รับการจับคู่คำสั่งซื้อขายกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้ทันทีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อโบรกเกอร์เป็นตัวกลางในการจัดการคำสั่งซื้อขาย โบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม เช่น 3 USD ต่อการเปิดและปิดออเดอร์ในแต่ละครั้ง ดังนั้นเฉลี่ยของโบรกเกอร์ทั่วๆ ไป จะเรียกว่าค่าคอมมิชชั่นที่ 6-7 USD ต่อ 1 Lot

แต่ข้อเสียของ ECN คือเมื่อเทรดเดอร์ไม่ได้ใช้เครือข่ายโบรกเกอร์ในการจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบบัญชี Standard, CENT หรือบัญชีอื่นๆ ก็หมายความว่า คำสั่งซื้อขายของเราไม่ได้สร้างรายได้ให้กับโบรกเกอร์เลย โบรกเกอร์แค่อำนวยความสะดวกให้เท่านั้น ดังนั้น บัญชี ECN จึงไม่ได้รับการจัดโปรโมชั่นเมื่อมี Event สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นโบนัสเงินฝาก, สะสม Lot ชิงตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น


บัญชีทดลอง (Demo)

บัญชีทดลอง หรือบัญชี Demo คือระบบที่จำลองเงินขึ้นมาในเซิร์ฟเวอร์คู่ขนานที่มีการ “ดึงราคาจริงมาจากตลาด” แทนที่จะเป็นการเชื่อมต่อกับตลาดซื้อขายจริงๆ ซึ่งแปลว่า ทั้งสภาพแวดล้อมการเทรดและแพลตฟอร์มการเทรด จะเหมือนการเทรดจริงทุกประการ คล้ายๆ กับโปรแกรมจำลองการบินของนักบินอยู่เหมือนกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้บัญชี Demo กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับการเทรดในตลาด Forex รวมถึงฝึกให้เทรดเดอร์คุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 หรือ MT4 ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะปัจจุบัน MT4 คือแพลตฟอร์มหลักของเทรดเดอร์รายย่อยทั่วโลกแล้ว เราจึงควรฝึกการใช้งาน MT4 ให้คล่องแคล่วเช่นกัน

ทั้งนี้ คุณไม่ต้องกังวลว่า คุณจะเทรดได้หรือเสีย เพราะบัญชี Demo อนุญาตให้คุณฝากเงินจำลองเข้ามาในระบบได้เรื่อยๆ แบบไม่มีจำกัด เมื่อคุณเทรดเสียเยอะๆ คุณแค่ต้องจดบันทึก, พัฒนาระบบเทรด และกดจำลองเงินขึ้นมาใหม่จนกว่าคุณจะมั่นใจในการเทรดในตลาด Forex แล้ว

เลือกบัญชี Forex แบบไหนดี?

ต้นทุนของบัญชี Forex แบบต่างๆ มีอะไรบ้าง?

บัญชี Forex แบบต่างๆ จะมีต้นทุนที่แตกต่างกันด้วย แต่ตรงนี้ไม่ได้มีรายละเอียดที่ซับซ้อน ซึ่งหลักๆ จะแตกต่างกันแค่เรื่องค่าคอมมิชชั่นในบัญชี ECN เท่านั้น

ค่าสเปรด (Spread)

ค่าสเปรด หรือ “Spread” ถือเป็นรายได้เพียงอย่างเดียวของโบรกเกอร์ Forex ที่เป็นโบรกเกอร์ที่ซื่อสัตย์ ไม่กินเงินฝากลูกค้า คำว่า “โบรกเกอร์” หมายถึงตัวกลางหรือนายหน้า ดังนั้น รายได้ของโบรกเกอร์ควรจะเกิดจากการ “จัดการคำสั่งซื้อขาย” ให้กับลูกค้าเท่านั้น และค่าสเปรดก็คือรายได้จากการจัดการคำสั่งซื้อขายดังนั้น ทั้งนี้ โปรดทราบว่า ค่าสเปรดจะถูกเรียกเก็บในทุกประเภทบัญชี

ค่าสเปรด คือ ส่วนต่างของราคาซื้อขายสินทรัพย์กับราคาจริงๆ ณ เวลานั้น เช่น หุ้น ณ เวลาหนึ่งๆ ราคา 5 บาท แต่โบรกเกอร์อาจจะเสนอราคาซื้อให้เรา 5.10 บาท นั่นก็แปลว่า ส่วนต่างราคาจริงกับราคาที่เราซื้อกับโบรกเกอร์ต่างกัน 5.10 – 5.00 = 0.10 บาท

จำนวนเงิน 0.10 บาท ที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือค่า Spread ที่เราจ่ายให้กับโบรกเกอร์เป็นค่าในการจัดการคำสั่งซื้อขาย ทั้งนี้ ในตลาด Forex จะแสดงค่าสเปรดเป็นหน่วย pip ซึ่งในคู่เงิน Forex หลักๆ ควรมีค่าสเปรดเพียง 1-2 pip เท่านั้น ถือว่าเป็นต้นทุนที่ยังไม่สูงเกินไป

ค่าคอมมิชชั่น

ค่าคอมมิชชั่น จะถูกเรียกเก็บเฉพาะในบัญชี ECN เท่านั้น ซึ่งได้อธิบายหลักการไปแล้วข้างต้น นั่นแปลว่า บัญชี ECN จะมีค่าใช้จ่าย 2 อย่าง คือ Spread + Commission ซึ่งถือว่า คุ้มค่าสำหรับการเทรดขั้นสูง ที่ต้องการความรวดเร็วหรือความแม่นยำในการวางคำสั่งซื้อขาย (ขั้นสูง, ไม่เหมาะกับมือใหม่: เพราะจะไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะห่างในการวาง Pending Order ทำให้วางออเดอร์ได้แม่นกว่า)

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการเทรดอาจไม่ได้สูงอย่างที่คุณคาดคิด เพราะบัญชี ECN ของโบรกเกอร์ AximTrade จะมีการกดค่าสเปรดให้ต่ำลงที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะ AximTrade ถือว่าช่วยจัดการออเดอร์เทรดให้เท่านั้น จึงทำให้สเปรดต่ำลงได้ถึง 0-1 pip เท่านั้น

ค่า Swap

Swap “อัตราสวอป” หรืออาจเรียกว่า Rollover ในตราสารอื่นๆ หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากเทรดเดอร์เมื่อมีการถือครองออเดอร์ข้ามคืน ซึ่งจะมีการกำหนดช่วงปิดตลาดประมาณตี 4-5 ของเวลาไทย ให้เป็นเกณฑ์ที่ถือว่า “ได้ข้ามคืน” แล้ว

เหตุผลที่ต้องเรียกเก็บค่า Swap เพราะว่า การเทรด Forex, Gold ต่างๆ จะมีการถือครองสกุลเงินที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยในตลาด ดังนั้น การถือครองสินทรัพย์ที่มีดอกเบี้ย ก็จะต้องมีภาระดอกเบี้ยผูกพันเป็นธรรมาดา หรือแม้แต่การเทรดทองคำ ก็จะมีการถือครอง USD เมื่อต้องเทรดด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุน Swap ถือว่าน้อยมากจนแทบจะไม่ได้ส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนเลยแม้แต่น้อย

  • สรุปก็คือ Swap เป็นดอกเบี้ยที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากเทรดเดอร์เมื่อถือครองออเดอร์ข้ามคืน

เลือกบัญชี Forex แบบไหนดี?

ตอนนี้คุณได้รู้จักประเภทบัญชี Forex มาตรฐานทั้งหมดแล้ว ซึ่งได้แก่ Standard, Cent, ECN รวมถึงบัญชี Demo ในหัวข้อนี้จะขมวดปมทั้งหมดอีกครั้งว่า คุณควรพิจารณาเลือกบัญชีเทรด Forex จากปัจจัยไหนบ้าง? และบัญชีแบบไหนเหมาะกับคุณ?

เงินฝากขั้นต่ำเท่าไร

คุณจำเป็นต้องเข้าไปศึกษาข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทบัญชี Forex แบบต่างๆ ของแต่ละโบรกเกอร์ว่า กำหนดให้ฝากเงินขั้นต่ำได้เท่าไร? แต่สำหรับของ AximTrade แล้ว อนุญาตให้ฝากเงินขั้นต่ำเพียง 1 USD เท่านั้น ยกเว้นบัญชี ECN ที่กำหนดเงินฝากขั้นต่ำ 50 USD

นั่นแปลว่า หากคุณไม่ได้เน้นความเสี่ยง หรือมีเงินทุนน้อย ให้เลือกบัญชี Standard หรือ Cent แต่ถ้าคุณต้องการรับโปรโมชั่นต่างๆ เช่น โบนัส ฯลฯ คุณจะเหลือทางเลือกเดียว คือ ต้องเลือกบัญชี Standard (ต่างกันแค่ คุณไม่สามารถซอยออเดอร์ย่อยๆ ที่ละ 0.00001 Lot แบบบัญชี Cent ได้)

สไตล์การเทรด

หากคุณเป็นเทรดเดอร์ที่พัฒนาระบบการเทรดขั้นสูงมา และต้องการราคาซื้อขายแบบเป๊ะๆ เช่น ต้องการซื้อ EURUSD ที่ราคา 0.9995 แบบเป๊ะๆ คุณต้องเลือกบัญชี ECN เท่านั้น เพราะบัญชีอื่นๆ จะมีการบวกค่าสเปรดเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้กลยุทธ์การ Pending Order ของคุณได้ผลน้อยลง แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นการเทรดค่อนข้างขั้นสูง และเกินความจำเป็นสำหรับมือใหม่มาก

ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ทั่วๆ ไป บัญชี Standard จะเหมาะสมกับคุณมากที่สุด เพราะได้ประโยชน์จากโปรโมชั่นของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะ “โบนัส Forex” ซึ่งบ่อยครั้งที่อาจสูงถึง 50% ของเงินฝาก

สำหรับบัญชี Cent อาจมีเพียงสองกรณี คือ มีเงินลงทุนน้อยมากและอยากทดสอบตลาด อย่างที่สอง คือ คุณอาจเป็นคนที่ใช้กลยุทธ์เทรดแบบ Grid ซึ่งต้องใช้ออเดอร์ทีละมาก มีการตั้ง Pending รับซื้อทุกราคา เป็นต้น

เปิดบัญชี Forex ของ AximTrade

โบรกเกอร์ AximTrade อนุญาตให้คุณสามารถเปิดบัญชีได้สูงสุดถึง 15 บัญชีในชื่อบุคคลเดียว ทำให้คุณสามารถทดลองใช้บัญชีได้ทุกประเภท ทั้งบัญชี Standard, Cent, ECN และยังรวมถึงบัญชีพิเศษอย่าง “บัญชี Leverage ไม่จำกัด” ซึ่งเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่ไม่มีโบรกเกอร์ไหนกล้าทำ เพราะการมีบัญชี Leverage ไม่จำกัด ต้องมีระบบที่สามารถความควบคุมความเสี่ยงของทั้งลูกค้าและของโบรกเกอร์ได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่า โบรกเกอร์ AximTrade ยังใช้งานแพลตฟอร์มเทรดยอดนิยมอย่าง MetaTrader 4 หรือ MT4 ซึ่งทำให้เทรดเดอร์มั่นใจได้ว่า จะได้รับประสบการณ์การเทรดที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ และสำหรับคนที่ไม่อยากเทรดด้วยตัวเอง ทางด้าน AximTrade ก็พัฒนาระบบ Copy Trade ขึ้นมาให้บริการลูกค้าอีกด้วย ทำให้มือใหม่สามารถติดตามเทรดเดอร์เก่งๆ ในระบบ และลงทุนไปพร้อมๆ กันได้

aximtrade
aximtrade broker